[Fanfic@Code geass] เรื่องของความฝัน
posted on 23 Apr 2008 13:46 by ohohoh in MyWork
* แฟนฟิคของ Code Geass ค่ะ
* เป็นรวมสองเอนทรี่ที่เขียนไปก่อนหน้านี้มาแก้ และเขียนที่เหลืออีกสามคืนเพิ่มค่ะ เอนทรี่เก่าจะลบทิ้งค่ะ
* All Character, no couple
คืนที่ 1
นี่คือความฝันของฉัน
จานกระเบื้องเนื้อดีถูกวางลงตรงหน้า ด้านซ้ายคือส้อม ด้านขวาคือมีด ฉันหยิบเครื่องเงินทั้้งสองชิ้นนั้นขึ้นมาแล้วลดสายตาลงมองสิ่งที่อยู่บนจานอีกครั้ง ดอกกุหลาบนอนทอดคอนิ่ง สีแดงสดของกลีบตัดกับสีขาวของจานอย่างงดงามจนแทบลืมหายใจ
ฉันจรดมีดลงไปใต้คอของดอก ออกแรงเล็กน้อย ฝักดอกก็ขาดจากกันอย่างง่ายดาย จากนั้นก็ค่อยๆใช้มีดกับส้อมแยกกลีบออกมาอย่างระมัดระวัง ถ้าเบามือไป กลีบก็จะไม่หลุดออกมา แต่ถ้าออกแรงเกินไปก็จะกลายไปเป็นรอยช้ำบนกลีบเหล่านั้นเสีย
เมื่อประคองกลีบหนึ่งไว้บนหลังส้อมแล้วก็ยกขึ้น ใช้ริมฝีปากคาบไปบนกลีบดอกไม้อย่างอ่อนโยน กลิ่นหอมอบอวลกับรสหวานปนขมกระจายไปทั่วปาก ฉันหลับตาลงดื่มด่ำกับสัมผัสเหล่านั้นพร้อมกับหวนนึกถึงกุหลาบที่เคยนอนอยู่บนจานใบนี้ในยามเช้าของวันก่อนๆ
สีขาวช่างงามสง่า สีชมพูช่างบอบบาง สีเหลืองช่างสดใส และสีแดงก็ช่างเปี่ยมไปด้วยความมาดมั่น
ครั้งหนึ่งที่เคยร้องไห้แล้วกล่าวคำขอโทษไม่ขาดปาก แต่ตัวฉันในตอนนี้รู้เสียแล้วว่าทั้งน้ำตาและคำขอโทษนั้นไม่มีวันไปถึงใคร ฉันจึงยิ้มแล้วกล่าวออกมา
"ขอบคุณมาก"
この言葉は誰の為
[ยูฟี่]
คืนที่ 2
นี่คือความฝันของฉัน
ฉันกำลังเดินอยู่ในความมืด รอบข้างมืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายเท้าของตัวเอง แต่ฉันก็ยังคงเดินอยู่ เพราะฉันรู้ว่าตัวเองจะต้องไปที่ไหน ถึงจะมองไม่เห็นเบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย หากฉันก็ยังเดินอยู่ เพราะมือทั้งคู่ต่างกุมมือของใครบางคนเอาไว้
ที่อยู่ในมือซ้ายนั้นอบอุ่นและอ่อนโยน ที่อยู่ในมือขวานั้นอบอุ่นและแข็งแรง ฉันจึงยังเดินอยู่ แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของคนสองคนที่เดินตามเยื้องไปเบื้องหลังเล็กน้อย ฉันก็ยังคงเดินอยู่ด้วยความมั่นใจ
ในที่สุดก็มองเห็นแสงสว่างที่ด้านหน้า ฉันเร่งเท้า กำมือทั้งสองข้างแน่นขึ้นด้วยอยากจะพาพวกเขาออกไปสู่ที่สว่างโดยเร็ว ยิ่งเดิน แสงนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และพอรู้ตัวอีกที ฉันก็ยืนอยู่ในแสงสว่างนั้นแล้ว
แต่ฉันไม่กล้าหันกลับไป
ไออุ่นในมือจางหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ ฉันยังคงกุมมือใครบางคนอยู่
แต่ฉันไม่สามารถเดินต่อไปได้อีกแล้ว
それでも、私は歩き続けるしかなかった
[ลูลูช]
คืนที่ 3
นี่คือความฝันของฉัน
พอรู้ตัวอีกที XXX ก็หายไปเสียแล้ว
ไม่ว่าจะในตู้ในลิ้นชักหรือใต้เตียง ก็ไม่เห็นวี่แววแม้แต่น้อย ลองเปิดดูในห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น ก็ยังไม่พบตัวอยู่ดี เมื่อเยี่ยมหน้าออกไปในสวน สิ่งที่รออยู่ก็มีแต่ความเงียบสงัด ฉันจึงออกจากบ้านไปเพื่อตามหา XXX ให้เจอ
ฉันค้อมตัวลงมองใต้ใบหญ้า ชะโงกดูแม่น้ำที่ไหลผ่านใต้สะพาน หรี่ตามองผ่านทางเดินของแมวในตรอกแคบๆ แหงนหน้ามองลอดกิ่งของต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ไม่พบ XXX อยู่ที่ไหนเลย
ความกังวลและความกลัวกลายมาเป็นสีดำอันเยือกเย็นจับอยู่ที่ปลายมือปลายเท้า ฉันกำนิ้วของตัวเองจนแน่นเพื่อจะยึดเหนี่ยวไออุ่นที่เหลืออยู่้เอาไว้ ปากก็ร้องถามคนที่เดินผ่านไป
"มีใครเห็น XXX บ้างหรือเปล่า?"
ส่วนใหญ่แค่นเสียงตอบเป็นเชิงเย้ยหยัน หลายคนเดินผ่านไปโดยไม่ยอมแม้แต่จะเหลียวกลับมา บางคนหันมาสบตาแล้วเบือนหน้าหนี ไม่กี่คนที่หยุดเท้าลงหากก็เพียงส่ายหน้า
ฉันก้มหน้านิ่ง สีดำจากปลายมือปลายเท้าลามมาถึงคอจนไม่อาจส่งเสียงต่อไปได้ แขนขาหนักอึ้งทำให้ฉันต้องทรุดตัวลงซบหน้ากับเข่าของตัวเอง หัวใจสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว แต่หากกระทั่งความกลัวนี้ก็ยังหายไป สุดท้ายฉันจะเหลืออะไรอยู่บ้างหนอ
ในตอนนั้นเอง ใครคนหนึ่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ฉันจึงเงยหน้าขึ้น รวบรวมเสียงที่เหลืออยู่ทั้งหมดเปล่งออกไปจากปาก
"คุณเห็น XXX หรือเปล่า?"
อีกฝ่ายส่ายหน้า แต่แล้วแทนที่จะเดินจากไป เขากลับยื่นมือมาดึงแขนของฉันเอาไว้แล้วออกเดินไปพร้อมกัน เมื่อรู้ตัว เรี่ยวแรงก็กลับมาสู่มือเท้าที่เคยเย็นยะเยียบ สีดำยังคงย้อมติดแน่นอยู่บนแขนขา หากนั่นหาใช่สีอันน่ากลัวอีกแล้ว สายตาของฉันมองตามแผ่นหลังของคนที่เดินอยู่เบื้องหน้าไม่วางตา สีดำ สีดำ สีดำ สีดำ.... นี่ยังไงล่ะแสงสว่าง ฉันก้าวเท้าออกไปด้วยความเชื่อมั่น ในมือคือปีกซึ่งเป็นทั้งโล่ห์และดาบ ตราบใดที่ยังมีสีดำนี้อยู่ ฉันคงจะไปถึงที่หมายอย่างแน่นอน
お願い、はなさないで
[คาเลน]
คืนที่ 4
นี่คือความฝันของฉัน
ฉันเป็นดอกไม้ดอกหนึ่ง ขาทั้งสองคือรากที่ชอนไชลงไปในดิน หูคือใบไม้สีเขียวสดใส มือคือกลีบที่มีสัมผัสเนียนผิว ฉันยืดตัวตรงขึ้นไปเบื้องบน กางแขนทั้งสองรองรับแสงแดดและน้ำที่โปรยปรายลงมาพร้อมกับร้องเพลงอยู่ไม่ขาดปาก
ได้ยินฉันไหม
ได้ยินฉันไหม
ฉันเปล่งเสียงร้อง บางทีก็สูง บางทีก็ต่ำ ซินกิออซโซ่ อากิตาซิโอเน่ ฟาสโตโซ่ ออสคูโร่ วีโอเลนโต้..... เสียงเพลงหลั่งไหลไปไม่รู้จบสิ้นราวกับลมพัดผ่าน
ได้ยินฉันไหม
ได้ยินฉันไหม
คนๆนั้นแตะมือกับกลีบดอกไม้อย่างอ่อนโยน แม้ฉันจะไม่มีตาเพื่อที่จะมองเห็น หากก็รู้ได้ว่าเขากำลังยิ้มให้ฉันอย่างอบอุ่นเช่นไร
ได้ยินฉันไหม
ได้ยินฉันไหม
แสงแดดอันอ่อนโยนนั้นเยือกเย็นไปด้วยความกังวล น้ำที่ไหลซึมลงมาสู่รากคือรสชาติของความขมขื่น หากเขาก็ยื่นมือไปไขว่คว้าจนสุดแขนเพื่อให้ดอกไม้เบ่งบานอยู่ได้ และสิ่งที่ฉันทำได้ก็มีเพียงการเค้นเสียงทั้งหมดตะโกนออกไป
ได้โปรดเถอะ
ได้โปรดเถอะ
ขอให้คุณอย่าได้ยินเสียงของฉันเลย
花はただ沈黙するのみ
[นานาลี่]
* ศัพท์ทางดนตรีค่ะ อยากลองเอาเขียนดูมั่ง ถ้าว่างๆลองเปิดค้นความหมายดูนะคะ
singhiozzo
agitazione
fastoso
oscuro
violento
คืนที่ 5
นี่คือความฝันของฉัน
ฉันอยู่บนยอดหอคอย ทอดเส้นผมจากหน้าต่างเพียงบานเดียวลงไปสู่พื้นดินที่ห่างไกลออกไปเบื้องล่าง ตามองไปยังขอบฟ้าอีกฟาก เฝ้ารอให้ใครบางคนมาถึง
ใครคนนั้นคงจะปีนเส้นผมของฉันต่างกระไดเชือกขึ้นมายังหอคอย เขาคงจะย่อเข่าลงแล้วขอความรักจากฉันเหมือนเรารู้จักกันมานานปีทั้งๆที่พบกันเมื่อครู่ เมื่อฉันจับมือเขาไว้ คำสาปก็คงจะสิ้นสุดลง แล้วเรื่องก็คงจะจบอย่าง"เป็นสุขตลอดไป"
และหน้าที่ของฉันก็คือการรอให้เวลานั้นมาถึง
หนึ่งวันผ่านไปด้วยความตื่นเต้นโดยที่ไม่มีใครมา
สามวันผ่านไปด้วยความกังวล แต่ก็ไม่มีใครมาเสียที
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปจนฉันเริ่มชิน แต่ก็ยังไม่มีใครมาอยู่ดี
หนึ่งเดือนผ่านไปด้วยความเบื่อหน่าย แต่ก็ไม่มีแม้แต่เงาของมนุษย์ปรากฏขึ้น
เมื่อวันแรกของเดือนที่สองมาถึง ฉันก็ทนความเบื่อไม่ไหวแล้ว
ฉันสลัดกระโปรงออกแล้วเลือกชุดกางเกงออกมาใส่ ข้างเอวสะพายดาบที่เตรียมไว้เพื่อวันนี้ เมื่อตัดผมของตัวเองแล้วก็ผูกเข้ากับหน้าต่างเพื่อใช้แทนกระไดเชือกปีนลงไปข้างล่าง พอกระโดดขึ้นหลังม้าขาวก็ควบออกไปอย่างรวดเร็ว ลมพัดหอบเส้นผมที่สั้นประบ่ามากระทบใบหน้า ฉันรู้สึกจั๊กจี้ หากก็หัวเราะออกมาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง
ใครบางคนที่ว่าคงจะซุ่มซ่ามถูกมังกรร้ายจับไว้ที่ไหนสักแห่งเป็นแน่ เมื่อแทงดาบใส่หัวใจมังกรเพื่อช่วยเขาออกมาแล้ว ฉันคงจะย่อเข่าลงเบื้องหน้าเขาเพื่อสาบานตนกระมัง อัศวินไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว เขาและฉันจะจับมือกันไปล้มจอมมารบนยอดเขาที่แสนไกล นั่นไม่ใช่หรือจึงจะเป็นแฮปปี้เอนด์
อา จะดีแค่ไหนนะถ้านี่เป็นความจริง!
お姫様なんてやっていられるものか!
[มิเรย์]
คืนที่ 6
นี่คือความฝันของผม
ผมเกร็งแรงลงไปในสองมือ บีบนิ้วทั้งสิบเข้าหากัน คอที่อยู่ระหว่างมือทั้งคู่ยังคงกระตุกเบาๆตามจังหวะชีพจร ผิวกึ่งอุ่นกึ่งเย็นชืดชื้นเล็กน้อยด้วยเหงื่อที่ไม่รู้ว่าเป็นของผมหรืออีกฝ่ายกันแน่ กล้ามเนื้อคอที่นุ่มหากก็แข็งพยายามผลักนิ้วของผมออกไปอย่างไร้ความหมาย
ผมมองดูนิ้วของตัวเองด้วยความรู้สึกอันเงียบสงบก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นไปเล็กน้อย อีกฝ่ายจ้องกลับมาด้วยสายตาที่ไม่สามารถอ่านความหมายออก วูบหนึ่งที่ผมแยกไม่ออกว่า"ผม"เป็นฝ่ายบีบคอหรือถูกบีบคออยู่กันแน่ เหมือนพวกเราปะปนกลายเป็นสิ่งเดียวกัน ผมเกร็งแรงเพิ่มลงในนิ้วแล้วความเจ็บปวดอันอึดอัดก็ถูกเค้นมาจากคอ กล้ามเนื้อกับกระดูกลั่นเอียดราวกับจะส่งเสียงกรีดร้อง ไม่แน่ว่าเสียงกรีดร้องอาจจะกำลังดังโหยหวนอยู่จริงๆก็ได้ แต่ถึงเสียงนั้นจะมีอยู่จริง ผมคงไม่สามารถแยกแยะออกได้อยู่ดีว่านั่นเป็นเสียงของใครกันแน่
แล้วความร้อนของผิวหนัง ความเย็นของเหงื่อ ลมหายใจและเสียงชีพจรก็แยกพวกเราออกจากกันอีกครั้ง ผมกลับมาเป็น"ผม"ในที่สุด เมื่อคลายมือจากใต้ใบหน้าอันซีดขาวของอีกฝ่ายแล้วก็ลุกขึ้นยืน ดวงตาที่เบิ่งค้างอยู่ในใบหน้าที่ยังเหลือวงโค้งของวัยเด็กนั้นสะท้อนภาพของผมไว้ด้วยสีเขียวอันขุ่นมัว รอบข้างเงียบสงัดไปด้วยความว่างเปล่าอันไร้ที่ติ
โลกที่ผมอยากจะเห็นได้กลายเป็นตัวตนอยู่เบื้องหน้าสายตาแล้ว แต่ทำไมหนอ....
ทำไมภาพเบื้องหน้าจึงพร่ามัวจนแทบมองอะไรไม่เห็นเลย
他殺か自殺、結局は同じ人殺し
[สึซาคุ]
คืนที่ 7
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณซีทู"
"สวัสดี ซีทู"
นานาลี่กับมาเรียนหันมาพร้อมกับกล่าวคำทักทายเมื่อฉันเดินเข้ามาในห้อง ฝ่ายลูกสาวลุกขึ้นจากโต๊ะ หันไปหยิบขวดน้ำส้มจากในตู้เย็นมารินใส่แก้วแล้ววางลงยังที่นั่งประจำของฉันซึ่งอยู่ฝั่งประตู ตรงหน้าของคนทั้งสองคือจานเบคอนไข่ดาวกับซุปใสที่พร่องไปบ้างแล้ว มื้อเช้าของบ้านลัมเปลูชถูกกำหนดมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าเป็นสไตล์นี้ จะมีบ้างในวันพิเศษที่อยู่ๆก็กลายร่างไปเป็นสำรับญี่ปุ่นหน้าตาเฉย แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวกับฉันสักเท่าไหร่ ที่สำคัญน่ะจากตรงนี้ไปต่างหาก
พอนั่งประจำที่ จานก็ถูกวางลงตรงหน้า เบคอนถูกทอดจนกรอบได้ที่ ไม่นิ่มปวกเปียกหรือแข็งจนเกินไป ไข่ดาวทอดแบบซันนี่ไซท์อัพมองเห็นเนื้อขาวสว่างตัดกับวงกลมสีเหลืองส้มที่โค้งนูนราวกับเป็นงานศิลปะ ฉันมองตามแขนที่วางจานขึ้นไปสบตากับลูลูชซึ่งเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของบ้าน
"..........................................."
"..........................................."
พวกเราย่นคิ้วเขม่นตาใส่กันอยู่พักใหญ่ การต่อสู้ยืดเยื้อไปอย่างไร้ความหมายในขณะที่ผู้ร่วมโต๊ะอีกสองคนจัดการกับมื้อเช้าของตนพลางพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน (นั่นสินะวันหยุดคราวนี้ไปเที่ยวที่ไหนกันไหม อ้อลูลูชชวนพวกหนูมิเรย์ด้วยล่ะ คุณซีทูจะชวนคุณเหมามาด้วยหรือเปล่าคะ(ฉันพยักหน้าทีนึง) ลูลูชอย่าลืมบอกสึซาคุคุงด้วยนะ(คราวนี้ลูลูชเป็นฝ่ายพยักหน้า) แล้วจะไปภูเขาหรือทะเลดี ทะเลค่ะทะเล etc etc)
ในที่สุด ลูลูชก็ถอนใจ เมื่อเลื่อนจานในมือไปด้านข้างแล้วหันไปเปิดเตาอบเล็ก นำจานใส่พิซซ่าโทสต์มาวางแทน หึ เจ้าบ้า คิดว่าเป็นพิซซ่าโทสต์แล้วจะต่อรองให้เสมอได้หรือไง สุดท้ายฉันก็เป็นฝ่ายชนะอยู่ดีนั่นแหละ
ฉันเมินมีดกับส้อม แล้วใช้มือหยิบแผ่นขนมปังอบหน้าพิซซ่าขึ้นมากัด กลิ่นของซอสมะเขือเทศทำเองกับชีสลอยขึ้นไปอย่างนุ่มนวลเหนือโต๊ะอาหารยามเช้าของครอบครัว และนั่นก็ช่างเป็นภาพอันสงบสุขเสียนี่กระไร
อา จะดีแค่ไหนนะถ้าฉันสามารถฝันอย่างนั้นได้!
好都合主義のリアリストは夢をみない
[ซีทู]
เนื่องจากเอนทรี่เก่าถูกลบไปแล้ว จึงขอตอบคอมเมนท์ในสองเอนทรี่ดังกล่าวไว้ตรงนี้เลยค่ะ
>>คุณกระรอกโฉด
ขอบคุณมากค่ะสำหรับคำแนะนำ (เอามาดัดแปลงต่อ)
คืนของยูฟี่.... เพื่อจะเขียนพล็อตนั้นแหละค่ะข้าพเจ้าเลยต้องมานั่งนึกอีก 6 พล็อต....
>>คุณ Zencelot
ขอบคุณมากค่ะ ในที่สุดก็เขียนจบแล้วค่ะ (บันไซ----)
>>คุณยุสึ
ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์แวะมา (><)
แต่ละตอน(ยกเว้นตอนของซีทู) ตั้งใจจะเขียนโดยไม่ระบุอย่างชัดเจนว่าใครเป็นใครค่ะ เป็นวิธีเขียนที่อยากลองมานานแล้วเลยถือโอกาสซะเลย ฝันเจ็ดคืนนี่ได้ลองเขียนอะไรหลายอย่างที่อยากจะทำมานานแล้วไปเยอะเหมือนกันค่ะ แต่แนวแบบนี้คงเขียนบ่อยๆไม่ได้หรอกค่ะ 電波過ぎて読者に引かれます
>>คุณ reafre
หวาาาา ขอบคุณมากจ้าที่อุตส่าห์แวะมาสาดน้ำ สวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังด้วยจ้าwww






